วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563

ครั้งที่ 6 วันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2563 การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

  การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ.2563

เวลา 08:30 - 12:30 น.

เนื้อหา

    ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง การนำทักษะพื้นฐานมาใช้ค้นคว้า ทดลอง อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อหาข้อเท็จจริงในการตอบสนองซึ่งจะช่วยให้เด็กมีเหตุผลและรู้จักแก้ปัญหา

ความสำคัญ 

1. ฝึกให้เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมจริง 

2.ช่วยให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต 

3.ช่วยฝึกทักษะการคิด 

4.ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 

5.ช่วยให้เด็กมีไหวพริบ

6.ช่วยให้เด็กรู้จักการปรับตัวเข้ากับสังคม

ประโยชน์ 

   สามารถนำประสบการณ์จากการฝึกทักษะด้านต่างๆไปใช้ เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัส นำความรู้ทักษะพื้นฐานมาใช้ในการแก้ปัญหา ค้นคว้าเพื่อทำความเข้าใจ เด็กเข้าใจการใช้ชีวิตด้วยการนำประโยชน์จากทักษะไปใช้ในการแสวงหาความรู้

ทักษะพื้นฐานกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

1. ทักษะการสังเกต : การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่างรวมกันสัมผัสโดยตรงกับวัตถุเพื่อแสวงหาความรู้ที่สนใจ

2. ทักษะการจำแนกประเภท : ความสามารถในการแบ่งประเภทสิ่งของโดยหาเกณฑ์

3. ทักษะการวัด : การใช้เครื่องมือต่างๆวัดปริมาณของสิ่งที่ต้องการรู้ มีหน่วยเท่ากับการวัด

4. ทักษะการสื่อความหมาย : การพูด การเขียน รูปภาพ และภาษาท่าทาง การแสดงสีหน้า

5. ทักษะการลงความเห็น : เพิ่มเติมความคิดเห็น เพื่อแสดงความเปลี่ยนแปลง

6. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา : การเรียนรู้ 1 มิติ 2 มิติ 3 มิติ การบอกตำแหน่ง ทิศทาง เงา 

7. ทักษะการคำนวณ : ความสามารถในการนับ การบวก ลบ คูณ หาร การนำจำนวนมากำหนดลักษณะต่างๆ

กระบวนการคิด 

- กำหนดสิ่งที่ต้องการศึกษา            - กำหนดปัญหาหรือวัตถุประสงค์

- กำหนดลักษณะหรือกฎเกณฑ์        - พิจารณา แยกแยะ 

- สรุปคำตอบ 

บทบาทครูกับการส่งเสริมทักษะ

1. ครูไม่ควรคาดหวังการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆจากเด็กอย่างรวดเร็ว

2, การเรียนรู้ของเด็กไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่ในห้องเรียน

3. การฝึกทักษะต่างๆ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย

4. ครูควรจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เด็กลงมือทำเอง เลือกกิจกรรมที่น่าสนใจ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

กิจกรรมในห้องเรียน

   อาจารย์ให้แบ่งกลุ่ม 4 คน พร้อมเตรียมอุกรณ์มาให้สอดคล้องกับหัวข้อกลุ่มที่ตัวเองได้ในการทำกิจกรรม



กลุ่มของพวกเราได้หัวข้อที่ 6 ทักษะหาหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา

      ในหัวข้อนี้กลุ่มของพวกเราได้จัดกิจกรรมให้เพื่อนๆมีส่วนร่วมทุกคน ได้แสดงความคิดเห็น ได้จับหรือสัมผัส มีการตอบคำถาม และมีการทดลอง อุปกรณ์ที่พวกเรานำมาจัดกิจกรรมคือ ภาพเจลล้างมือ ภาพขวดน้ำ ภาพช้อนส้อม ขวดน้ำ ช้อนส้อม เจลล้างมือ  และ แฟลชโทรศัพท์
     จากการทำกิจกรรมจะเห็นได้ว่าเพื่อนๆเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลามากขึ้น และสามารถบอกได้ว่าภาพ 1มิติเป็นอย่างไร ภาพ 3 มิติเป็นอย่าง เมื่อเทียบภาพ กับเงา เงากับภาพจะมีลักษณะเหมือนกัน


ประเมินตนเอง 

   สำหรับบทนี้เนื้อหาค่อนข้างที่จะละเอียดแต่น้อยกว่าทฤษฎี ตั้งใจบันทึกเนื้อหาตามที่อาจารย์อธิบายและทำความเข้าใจ

ประเมินอาจารย์

    อาจารย์สอนได้ละเอียดมาก และยังมีกิจกรรมที่ทำให้มองเห็กภาพากขึ้นทำให้เข้าใจได้มากขึ้น

ประเมินเพื่อน 

   เพื่อนๆตั้งใจจดสรุปเนื้อหาที่อาจารย์สอน สนุกสนานกับเพลงเก็บเด็ก รวมถึงให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมในการนำเสนองานท้ายคาบได้อย่างน่าชื่นชมและสนุกน่าสนใจ

บรรยากาศในห้อง 

   สนุกสนานเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ อักทั้งได้นั่งเรียนเป็นตัวยู ทำให้เห็นหน้าเพื่อนชัดและสดวกต่อการเรียน

ครั้งที่ 5 วันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2563 การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

 

 การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ.2563

เวลา 08:30 - 12:30 น.

เนื้อหา

ทฤษฎีการเรียนรู้

 พาฟลอบ  (รัสเซีย) → ทฤษฎีการวางเงื่อนไข

สุนัขหิวจัด → เครื่องวัดน้ำลาย → สั่นกระดิ่ง → ให้อาหาร → สั่น → น้ำลายไหล 

ก่อนการวางเงื่อนไข

ให้ผงเนื้อ → น้ำลายไหล 

 สั่นกระดิ่ง → น้ำลายไม่ไหล

ขณะวางเงื่อนไข

ให้ผงเนื้อ + สั่นกระดิ่ง →  น้ำลายไหล

หลังจากการวางเงื่อนไข

สั่นกระดิ่งแล้ว → น้ำลายไหล

หลักการเรียนรู้ที่สำคัญ

การแผ่ขยาย ⇒  ใช้ได้กับทุกคนทุกวัย

การแยกแยะ  ⇒ พฤติกรรมใดที่ทำให้เป็นสิ่งเร้า

การหยุดยั้ง ⇒  หยุดพฤติกรรม

การฟื้นคือสภาพเดิม  ⇒ พฤติกรรมสามารถกลับคืน ถ้าไม่เกิดการตอบสนอง

การนำไปใช้ ⇒ ใช้ในการวางเงื่อนไขให้เด็กพร้อมที่จะเรียนรู้

วัตสัน (อเมริกัน) → การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค 

สิ่งเร้าสองสิ่งมาคู่กัน คือ เงื่อนไข (ตีเหล็ก) ไม่มีเงื่อนไข (หนูขาว) 

     พฤติกรรมควบคุมให้เกิดขึ้นได้โดยวางสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขให้สัมพันธ์กับสิ่งเร้าตามธรรมชาติการเรียนรู้จะคงทนถาวรหากมีการให้สิ่งเร้าที่สัมพันธ์กันนั้นควบคู่กันไปอย่างสม่ำเสมอ (เมื่อทำได้ก็สามารถลดพฤติกรรมได้) 

สกินเนอร์ (อเมริกัน) → การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคจำกัด

เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นส่วนน้อยของมนุษย์ พฤติกรรมส่วนใหญ่มนุษย์เป็นผู้ลงมือกระทำ

 พฤติกรรมมี 3 องค์ประกอบ 

1.สิ่งที่เกิดก่อน(สิ่งเร้า) → พฤติกรรม(การเสริมแรง) → ผลที่ได้รับ 

2.การเสริมแรงทางบวก = ตอบสนองดี (การให้รางวัล) 

3.การเสริมแรงทางลบ = ตอบสนองดี (ตำหนิ , เสียงดัง)

ธอร์นไดค์ → ทฤษฎีการเชื่อมโยง  การลองผิดลองถูก เรียนรู้จากประสบการณ์จริง

กฎแห่งผล : ถ้าชอบก็จะทำซ้ำๆ ไม่ชอบจะไม่ทำเลย

กฎแห่งความพร้อม : ร่างกายพร้อม ได้เรียน จะพอใจ , ร่างกายพร้อม ไม่ได้เรียน ไม่พอใจ , ร่างกายไม่พร้อม บังคับให้เรียน ไม่พอใจ 

กฎแห่งการฝึกหัด : ทำซ้ำ + ปรับปรุงเสมอ = คล่องแคล่ว , ไม่ลืม 

เมรีโจน → การวางเงื่อนไขกลับ

เด็กกลัวหนู → ร้องไห้ → อุ้มด้วยความรัก(และแม่จะยื่นขนมให้ทุกครั้ง) → ให้เล่นกับหนูขาว → มีความสุข 

การนำไปใช้ ⇨ สร้างบรรยากาศดีในการสอน , เป็นกันเอง , ใช้สื่อที่ดี , ครูไม่ใจร้าย , เปิดโอกาาให้เด็กมีมุมอิสระ , สอนให้สนุก  , ให้ความรักความอบอุ่น 

ไทเลอร์ → ทฤษฎีความต่อเนื่อง 

ให้โอกาสฝึกทักษะในกิจกรรมและประสบการณ์บ่อยๆและต่อเนื่องกัน

→ การจัดช่วงลำดับ : ง่ายไปหายาก 

→ บูรณาการ : นำพัฒนาการผสมกับการจัดกิจกรรม

กิจกรรมในห้องเรียน

   อาจารย์ให้จัดกลุ่ม 5  คน แล้วสรุปเนื้อหาตามความเข้าใจของแต่ล่ะคน พร้อมยกตัวอย่างกิจกรรมจากทฤษฎีที่เรียน


1.นางสาวสุจิตรา จันขนแก่น กล่าวว่า
     ทฤษฎีแต่ละทฤษฎีมีความคล้ายคลึงกันและมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันออกไปมีสิ่งเร้ามีการวางเงื่อนไขต่างๆเพื่อให้สอดคล้องกับผู้เรียน หรือให้สอดคล้องกับการจัดกิจกรรมต่างๆ เราควรเลือกใช้ให้เหมาสมหรือนำมาบูรณาการให้เหมาะสมกับผู้เรียน

2.นางสาวอัญญชิสา ชฎาแก้ว กล่าวว่า
      ทฤษฎีแต่ละทฤษฎีเกิดจากการเรียนรู้ การสังเกต ทดลอง และเป็นการนำเอาแนวคิดในแต่ละทฤษฎีมาบูรณาการในรูปแบบที่หลากหลายให้เหมาะสมกับอายุ วัย หรือพัฒนาการของผู้เรียน ให้มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายเหมาะกับผู้เรียน

3.นางสาวอรพรรณ ธนูทอง กล่าวว่า
     ทฤษฎีการเรียนรู้ในแต่ละทฤษฎีจะมีความคล้ายคลึงกัน ในการเรียนรู้ของเด็กผู้สอนจะต้องจัดให้มีสิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้น และมีการเสริมแรงให้กับเด็ก ต้องจัดสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก และเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือกระทำด้วนตนเองโดยการลองผิดลองถูก การเรียนรู้ของเด็กจะเกิดการเรียนรู้ที่ดี ผู้สอนจะต้องจัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวได้ใช้ภาษาและได้ใช้ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้

4.นางสาวกรรณิกา แสงสูง กล่าวว่า
     ในการนำทฤษฎีการเรียนรู้แต่ละทฤษฎีไปใช้จะมีความคล้ายคลึงกันในเรื่องของการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และการเรียนรู้เกิดจากสิ่งเร้าต่างๆรอบตัว และต้องมีการเสริมแรงเพื่อให้เด็กอยากที่จะทำสิ่งนั้นต่อไป และหลักการในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยจะต้องพัฒนาเด็กให้ครบทุกด้านเน้นให้เด็กช่วยเหลือตนเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

5.นางสาวชนิภรณ์ เผ่าเพ็ง กล่าวว่า
     ทฤษฎีการเรียนรู้แต่ละทฤษฎีมีความคิดและแนวความเชื่อที่แตกต่างกันไป จะเห็นได้ว่าทุกทฤษฎีนั้นจะส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กให้ได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมตามวัยในทุกๆด้านโดยหลักที่นำมาใช้ส่วนใหญ่ จะเป็นการเสริมแรงทางบวกให้กับเด็ก ให้เด็กได้รับกำลังใจพร้อมที่จะเรียนรู้

ยกตัวอย่างกิจกรรม ไข่จมไข่ลอย
ทฤษฎีของธอนร์ไดร์
     ให้เด็กได้ทำการทดลองนำไข่ไปใส่ในแก้วน้ำ2ใบ แก้วใบหนึ่งใส่เกลือลงไปในน้ำ อีกใบใส่แค่น้ำเปล่า จากนั้นให้เด็กสังเกตว่าทำไมแก้วที่มีเกลือไข่ถึงลอย แก้วที่ไม่มีเกลือไข่ถึงจม 

สรุปกิจกรรม จะสังเกตได้ว่าความหนาแน่นของไข่มากกว่าความหนาแน่นของน้ำจึงทำให้ไข่สามารถลอยขึ้นมาได้ เมื่อนำเกลือใส่ลงไปเกลือมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำ ไข่ไก่มีความหนาแน่นมากกว่าเกลือจึงทำให้ไข่ลอยน้ำขึ้นได้

ประเมินอาจารย์ผู้สอน 

    อาจารย์มีความพร้อมมากในการสอน อาจารย์เตรียมเนื้อหามาอย่างดี และมีการเสริมความรู้ให้กับนักศึกษาในการพรีเซนต์งาน

ประเมินตนเอง 

    ตั้งใจจดบันทึกในสิ่งที่อาจารย์สอน พร้อมกับสรุปให้ตนเองสามารถนำมาทำความเข้าใจภายหลังได้

ประเมินเพื่อน 

    เพื่อนๆตั้งใจสรุปเนื้อหาที่เรียนพร้อมกับตอบคำถามอาจารย์ตลอด และช่วยกันทำงานที่ได้รับมอบหมายในกลุ่มของตนเองเป็นอย่างดี

บรรยากาศในห้อง 

    อากาศในห้องเย็นพอดี ทำให้การเรียนราบรื่นเป็นอย่างดีไม่มีอุปสรรค

ครั้งที่ 4 วันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2563 การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

  การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

 วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ.2563 

เวลา 08:30 - 12:30 น.

เนื้อหา

การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย  เด็กเรียนรู้ได้โดย 

⥤ การเล่น                                         ⥤ ลองผิดลองถูก

⥤ การกระทำด้วยตนเอง                      ⥤ เรียนรู้จากง่ายไปหายาก

⥤ การเลียนแบบ                                 ⥤ ครูถ่ายทอด

สมองคือกองบัญชาการของร่างกาย ความคิด ความรู้สึก

ความหมายของการเรียนรู้

↳ คิมเบิล : เป็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างถาวรในพฤติกรรมอันเป็นผลมาจากการฝึกที่ได้รับการเสริมแรง

 ↳ ฮิลการ์ด + เบาว์เวอร์ : การเปลี่ยนแปลงมาจากประสบการณ์และการฝึก

↳ คอนบาค : เป็นการแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเป็นผลมาจากประสบการณ์ของแต่ละคนที่เจอมา

ความสำคัญของการเรียนรู้ 

- ริชาร์ด 

: เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต มนุษย์เรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตายไม่มีใครแก่เกินเรียน การเรียนรู้จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์

- บลูม 

: การเปลี่ยนแปลงความรู้ ความคิด ความเข้าใจ (สมอง : ความคิดรวบยอด)

 : การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ (จิตใจ : ความเชื่อ , ความสนใจ , เจตคติ)

 : การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหว (ร่างกาย : ชำนาญ , ทักษะ)

#สรุป

     การเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างถาวร การเปลี่ยนแปลงเป็นผลมาจากการฝึกฝนและได้รับประสบการณ์ ไม่ได้มาจากวุฒิภาวะหรือสัญชาตญาณ การเรียนรู้มาจากพฤติกรรมมี 2 ส่วน คือ พฤติกรรมเดิม และ พฤติกรรมหลังเรียนแล้ว

ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย อายุ 3 - 5 ปี

⇢ พอใจคนที่ตามใจ 

 ⇢ อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว 

 ⇢ ช่วยเหลือตนเองได้

⇢ สนใจนิทานและเรื่องราวต่างๆ  

⇢ มีช่วงความสนใจสั้น 8 - 10 นาที  

⇢ ชอบถามทำไมตลอดเวลา

องค์ประกอบของการเรียนรู้

# ดอลลาร์ + มิลเลอร์  กล่าวไว้ 4 ประการ

1. แรงขับ : ความต้องการที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคล

2. สิ่งเร้า : ตัวกระตุ้นที่ทำให้เด็กมีปฏิกิริยาหรือการตอบสนอง

3. การตอบสนอง : แสดงออกเมื่อได้รับการกระตุ้น

4. การเสริมแรง : ให้สิ่งที่มีอิทธิพลต่อบุคคลอันมีผลในการเพิ่มพลังให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างการกระตุ้นกับสิ่งตอบสนอง

กระบวนการเรียนรู้

# Alan tromas กล่าวไว้ 8 ประการ

1. ลงมือปฏิบัติ  

2.ปัจเจกบุคคล(เฉพาะตัวใครตัวมัน) 

3.รับอิทธิพลจากคนในสังคม

4.ตอบสนองสิ่งที่พบหรือกระตุ้น 

5.กระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต 

6.ไม่สามารถเปลี่ยนกลับไปมาได้

7.ต้องใช้เวลา 

8.ไม่สามารถเกิดจากการถูกบังคับ

กระบวนการเรียนรู้

# กาเย่ กล่าวไว้ 8 ประการ

1.การจูงใจ

2.การรับรู้เป้าหมายที่ตั้งไว้

3.การปรุ่งแต่งสิ่งที่รับรู้ไว้เป็นความทรงจำ

4.ความสามารถในการจำ

5.ความสามารถในการสร้างความคิดที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว

6.การนำไปประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เรียนรู้ไปแล้ว

7.การแสดงออกพฤติกรรมที่เรียนรู้

8.การสร้างผลการเรียนรู้กลับไปยังผู้เรียน


ประเมินอาจารย์ผู้สอน

      อาจารย์มีการเตรียมเนื้อหาใน powerpoint มาเป็นอย่างดี สามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพและใช้ในการสอบได้ 

ประเมินตนเอง 

    ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอนและสนุกกับเพลงที่อาจารย์เตรียมมา ชอบที่อาจารย์ให้คิดท่าเอง ทำให้กล้าแสดงออกมากขึ้น 

ประเมินเพื่อน

    เพื่อนๆมีความสนุกสนานในการได้ทำกิจกรรมก่อนเริ่มเรียน 

บรรยากาศในห้อง 

    บรรยากาศกำลังดี ไม่ร้อนเกินไปไม่หนาวเกินไป ทำให้มีสมาธิในการเรียนมากขึ้น


ครั้งที่ 3 วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2563 การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

 


  การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

 วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2563 

เวลา 08:30 - 12:30 น.

เนื้อหา

             ทฤษฎีทางด้านสติปัญญา

 เพียเจท์

การคิดเชิงตรรกะหรือความคิดเชิงเหตุผล → ถ้าเด็กๆน่ารัก จะให้ดื่มนม

ซึ่งขั้นการพัฒนาทางสติปัญญาที่เกี่ยวกับปฐมวัยคือ 2 ขั้นแรก

ขั้นที่ 1 ขั้นประสาทการรับรู้ปละการเคลื่อนไหว อายุ แรกเกิด - 2 ปี

ขั้นที่ 2 ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด  *แบ่งเป็น 2 ขั้น

ขั้นก่อนเกิดสังกัป อายุ 2 - 4 ปี เริ่มมีเหตุผล โดยยึดตนเองเป็นหลัก สามารถโยง 2 เหตุการณ์หรือมากกว่า มาเป็นเหตุผลเกี่ยวกันได้ พัฒนาการทางด้านภาษาเร็ว เข้าใจสิ่งต่างๆเบื้องต้น 

ขั้นคิดแบบญาณหยั่งรู้ อายุ 4 - 7 ปี มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รู้จักแยกประเภทและแยกชิ้นส่วนของวัตถุ นำความรู้หนึ่งไปอธิบายหรือแก้ปัญหาอื่นและสามารถนำเหตุผลทั่วไปมาสรุปแก้ปัญหาโดยไม่วิเคราะห์ พูดตามสิ่งที่ตนเห็น

การประยุกต์ใช้ 

 ⇶ จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็ก

 ⇶ จัดกิจกรรมผ่านการใช้ประสาทสัมผัส การกระทำ ให้อิสระในการพัฒนาไม่เอาเด็กมาเปรียบเทียบกัน คำนึกถึงความต่างระหว่างบุคคล

บรูเนอร์

การเรียนรู้โดยการค้นพบ (Disco Approach) ทำให้เด็กค้นพบและแก้ปัญหา จากการเกิดความอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เด็กสำรวจสิ่งแวดล้อมและทำให้เกิดการเรียนรู้โดยการค้นพบ 

บรูเนอร์มีความเชื่อว่ามนุษย์มักจะเลือกรับรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการค้นพบด้วยตนเอง 

การประยุกต์ใช้

  ⇶ ส่งเสริมให้เรียนอย่างอิสระ จัดการเรียนการสอน โครงสร้างเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียนสร้างแรงจูงใจในการสอน

  ⇶ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง 

ไวก๊อตสกี

พัฒนาการและการเรียนรู้มีลักษณะที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน มนุษย์เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ 3 แบบ

1. จากบรรพบุรุษ

2. จากสังคม (มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม)

3. การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม

แบ่งเชาว์ปัญญาออกเป็น 2 ขั้น

1. เรียนรู้เองตามธรรมชาติ (ขั้นเบื้องต้น)

2. เกิดจากการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ที่อบรมเลี้ยงดู (ขั้นสูง)

แบ่งพัฒนาการทางภาษาเป็น 3 ขั้น

1. ใช้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (ภาษาสังคม) อายุ 0 - 3 ปี → สื่อสารความคิด ความต้องการ ความรู้สึก

2. พูดกับตนเอง อายุ 3 - 7 ปี → เด็กพูดกับตนเอง ช่วยในการคิดหรือตัดสินใจ

3. พูดในใจเฉพาะตน อายุ 7 ขวบขึ้นไป → ใช้ภาษาในการแก้ปัญหาโดยใช้ผ่านภายในใจตนเอง

#พื้นที่รอยต่อของพัฒนาการ 

ทำให้บุคคลมีความพร้อมต่ออนาคต รอยต่อเหมือนดอกบัวตูมค่อยๆบานเหมือนพัฒนาการ

พื้นที่รอยต่อเกิดจากการชี้แนะของครู การกระตุ้น การชักจูง เช่น  ถ้าเด็กๆขึ้นป.1 เด็กๆจะไม่ต้องนอนกลางวันแล้วนะ ดีใจไหม

พื้นที่รอยต่อวันนี้จะเป็นระดับของการพัฒนาของวันพรุ่งนี้อะไรก็ตามที่เด็กทำได้โดยความช่วยเหลือในวันนี้ วันพรุ่งนี้เขาจะสามารถทำได้ด้วยตนเอง รอยต่อไม่แน่นอน ไม่มั่นคง อาจจะขึ้นอยู่กับอารมณ์

#การรับรู้รอยต่อพัฒนาการประกอบด้วย

1. ภาษา

2. ปฎิสัมพันธ์ทางสัมคม

3. วัฒนธรรม

4. การเรียนแบบ

5. การชี้แนะหรือการช่วเหลือ

การประยุกต์ใช้ 

⇶ ให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้เองโดยอาจจะมีครูคอยแนะนำทำการประเมินโดยยึดหลักตามความสนใจ ความถนัดของเด็ก


ประเมินอาจารย์ผู้สอน 

    อาจารย์มีเนื้อหาที่ครบถ้วน หลังจากสอนจบในเนื้อหาของนักทฤษฎีแต่ละคนอาจารย์จะมีสรุปให้อีกรอบเพื่อทบทวนทำให้เข้าใจง่ายขึ้น

ประเมินตนเอง 

    ตั้งใจฟังอาจารย์สอน สรุปเนื้อหาเป็นความเข้าใจของตนเอง และถ่ายรูปเก็บเนื้อเพลงที่อาจารย์ให้

ประเมินเพื่อน 

    เพื่อนๆสนุกกับการร้องเพลงและทำท่าประกอบเพลง รวมถึงให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนเป็นอย่างดี

บรรยากาศในห้อง 

    บรรยากาศในห้องคึกคักกันมากได้ผ่อนคลายก่อนเริ่มเรียนทำให้มีความสุขในการเรียน


ครั้งที่ 2 วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2563 การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

   

  การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

 วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2563 

เวลา 08:30 - 12:30 น.

 เนื้อหา

             วิทยาศาสตร์ คือ ความรู้ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าถูกต้องหรือเป็นจริง จากการสังเกต การทดลอง จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสามารถยืนยันได้ เป็นที่ยอมรับเชื่อถือ และเป็นประโยชน์ต่อสังคม ความจำเป็นของรายวิชานี้ที่ถามว่าทำไมเด็กปฐมวัยถึงต้องเรียนวิทยาศาสตร์มันยากเกินไปไหมสำหรับเด็ก คำตอบก็คือ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่รอบตัวเด็ก เป็นสิ่งที่เด็กต้องเจอต้องพบเห็น และเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเด็ก วิทยาศาสตร์เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะทำให้เด็กมีพื้นฐานที่ดีในด้านการคิด การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ 

#ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

            ประโยชน์ที่เด็กจะได้จากการเรียนวิทยาศาสตร์ก็คือ เด็กจะเป็นคนที่ช่างสังเกต รู้จักคุณค่าของตนเองและสิ่งแวดล้อม สารมารถรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และมีอิสระในการคิด การเรียนวิทยาศาสตร์ในเด็กปฐมวัยไม่ใช่เรื่องยากถ้าครูมีเทคนิคการสอนที่ดี และทำให้เด็กมีความคิดทางบวกกับวิชานี้ เช่น การสอนเรื่องฝน ครูอาจจะนำแผ่นกระจกไว้ด้านบน นำน้ำร้อนไว้ใต้กระจกเมื่อไอน้ำลอยขึ้นไปที่กระจก จะเกิดการรวมตัวกัน และควบแน่นลงมาเป็นหยดน้ำเหมือนกับการเกิดหยดฝน 

#การเกิดวิทยาศาสตร์

      วิทยาศาสตร์เกิดขึ้นจากความพยายามของมนุษย์ที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งรอบตัวและตัวตนของตนเองความพยายามเช่นนี้ ติดตัวของมนุษย์มาตั้งแต่เกิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากธรรมชาติของเด็กที่มีความอยากรู้ อยากเห็น ช่างสังเกต และคอยซักถาม เกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่พวกเขาเจอ จากการกระทำข้างต้นจะช่วยเชื่อมโยงเซลล์สมองของเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กๆเพราะส่งเสริมให้เด็กได้คิด 


ประเมินอาจารย์ผู้สอน 

     อาจารย์มีการเตรียมการสอนมาอย่างดี มีการยกตัวอย่างในเรื่องต่างๆที่หลากหลาย พร้อมกับสอดแทรกเทคนิคการร้องเพลงให้เพิ่มเติม

ประเมินตนเอง 

     ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน และบันทึกเป็นข้อสรุปลงในสมุดเพื่อนำไปใช้ในการทบทวนหลังเลิกเรียน 

ประเมินเพื่อน      

    เพื่อนๆตั้งใจฟังที่อาจารย์สอนอย่างตั้งใจ และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมในห้องเรียนเป็นย่างดี รวมถึงการคิดท่าประกอบเพลงและร้องเพลงที่อาจารย์เตรียมมา 

  บรรยากาศในห้อง

   แอร์ในห้องเรียนเย็นมาก เนื่องจากลืมหยิบเสื้อแขนยาวมาเรียน จึงทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนเพราะหนาวสั่น      


ครั้งที่ 1 วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2563 การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

   การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2563

เวลา 08:30 - 12:30 น.

เนื้อหา

        ในคาบนี้เป็นการเข้าเรียนครั้งแรก และเป็นการพบกับอาจารย์ประจำรายวิชาครั้งแรก ทำให้รู้สึกตื่นเต้น เพราะไม่เคยเจออาจารย์มาก่อนและไม่เคยเรียนกับอาจรย์มาก่อน จึงทำให้นักศึกษาทั้งห้องนั่งเงียบและนั่งเกร็งกันทุกคน พออาจารย์เห็นบรรยากาศในห้องดูเงียบอาจารย์จึงชวนร้องเพลงเก็บเด็กพร้อมทั้งทำท่าประกอบเพลง ทุกคนในห้องเริ่มปรับตัว และพากันสนุกไปกับเพลงเก็บเด็กของอาจารย์

         หลังจากนั้นอาจารย์ได้นำเข้าสู่การสอนโดยการพูดถึงรายละเอียดของวิชานี้ว่าเรียนอะไรบ้างอย่างไร และคะแนนส่วนไหนมาจากไหนบ้างเพื่อให้เราได้รู้จุดประสงค์ของรายวิชานี้


ประเมินอาจารย์ผู้สอน 

    อาจารย์เป็นคนที่บุคลิกภาพดูดี การแต่งกายเรียบร้อย อาจารย์เป็นคนที่ใจดีและอารมณ์ดี 

ประเมินตนเอง 

    ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน และจำเทคนิคการร้องเพลงเพื่อจะได้นำไปใช้ในการประกอบอาชีพ

ประเมินเพื่อน 

    เพื่อนๆมีความสุขมากกับการได้ร้องเพลงพร้อมกับทำท่าประกอบและฟังประสบการณ์จากอาจารย์

บรรยากาศในห้อง 

    แอร์ในห้องเรียนเย็นมาก จึงทำให้หนาวสั่นและอยู่ไม่นิ่งตลอดทั้งคาบ



ครั้งที่ 6 วันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2563 การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

  การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ.2563 เวลา 08:30 - 12:30 น. เนื้อหา     ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร...